9 วิธี สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาชีวิต ทำได้ด้วยตนเอง
ในการใช้ชีวิต ย่อมมีช่วงขาขึ้นที่หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง และขาลง ที่อุปสรรคมักจะประดังประเดเข้ามาไม่หยุดหย่อน สำหรับคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องแย่ ๆ แล้วอยากทำให้ทุกอย่างดีขึ้น มักจะเคยได้ยินว่าให้ไป สะเดาะเคราะห์ บทความนี้เราเลยจะมาแนะนำ 9 วิธีสะเดาะเคราะห์ เพื่อต่อชะตาชีวิตให้อายุขัยยืนยาวและใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น พร้อมเล่าที่มาของการทำบุญสะเดาะเคราะห์ให้ทุกคนได้รู้กัน
สะเดาะเคราะห์ คืออะไร?

สะเดาะเคราะห์ หมายถึง การแก้ไขหรือคลี่คลายเคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิต คือ การทำ หรือประกอบพิธีกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้าย บรรเทาสิ่งไม่ดี หรือเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต โดยมีรากฐานมาจากความเชื่อทางศาสนา พราหมณ์ และความเชื่อพื้นบ้านของไทย
คำว่า “เคราะห์” ในที่นี้ หมายถึง เหตุร้าย อุปสรรค ความเจ็บป่วย ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ หรือเหตุการณ์ไม่ดี ที่เชื่อกันว่าเกิดจากดวงชะตา ดาวประจำตัว หรือกรรมเก่า ส่วนคำว่า “สะเดาะ” หมายถึง การแก้ การคลาย หรือการปลดออก
วิธีสะเดาะเคราะห์ มีอะไรบ้าง?
รูปแบบของการ ทำบุญสะเดาะเคราะห์ มีหลากหลายมาก ในบทความนี้เรามี 9 วิธีง่าย ๆ มาแนะนำให้ทุกคนนำไปทำตามกัน ดังนี้ค่ะ
1. รักษาศีล 5
ใครนับถือศาสนาพุทธ ข้อนี้อาจจะง่ายหน่อย เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง นั่นก็คือ 1) ไม่ฆ่าสัตว์ 2) ไม่ลักทรัพย์ 3)ไม่ประพฤติผิดในกาม 4) ไม่พูดโกหก และ 5) ไม่ดื่มสุราเมรัย ซึ่งถ้าหากทำทั้ง 5 ข้อนี้ได้ นอกจากจะได้หลีกเลี่ยงทำสิ่งที่เป็นบาป สร้างบุญกุศลและสะเดาะเคราะห์ได้ในทางหนึ่งแล้ว ก็ยังช่วยให้คุณมีจิตใจที่ผ่องใส ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย
2. กินเจ
การกินเจ ช่วยลดและละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตได้ในทางอ้อม แถมยังเป็นการทำให้ทั้งกายใจเราบริสุทธิ์ จึงถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างบุญสร้างกุศล และ ช่วยให้สะเดาะเคราะห์ได้ โดยใครอยากกินเจ ไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น หากมีความตั้งใจ ก็สามารถกินได้ทุกเดือนเลย แต่แนะนำว่า ควรกินติดต่อกันอย่างน้อย 3 – 7 วัน เพื่อให้ได้รับอานิสงส์จากการกินเจได้อย่างเต็มที่
3. ทำบุญใหญ่
นอกจากเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และ ช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว การทำบุญใหญ่ ก็ถือเป็นวิธีสะเดาะเคราะห์อีกวิธีหนึ่ง เพราะบุญกุศลที่ได้รับ ย่อมช่วยปัดเป่าเคราะห์ร้ายและสิ่งที่เป็นอัปมงคลแก่ชีวิตออกไปได้เช่นเดียวกัน โดยสามารถทำได้หลายรูปแบบเลย ไม่ว่าจะเป็น สร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์ ถวายลูกนิมิต ทำบุญทอดกฐิน บริจาคเงินให้วัด นำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เป็นต้น ดูวิธีทำบุญเพิ่มเติมได้ใน 10 วิธี ทำบุญ ให้ได้บุญ เกิดอานิสงส์สูงสุด เป็นมงคลต่อชีวิต
4. ให้ทานแก่ผู้อื่น
สำหรับใครที่ไม่มีเงินทุนหนา ถึงขนาดทำบุญใหญ่ได้ ก็อาจให้ทานเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้อื่นแทน เพราะเมื่อทำนาน ๆ มากเข้า ด้วยอานิสงส์ของการให้ทานเหล่านี้ ก็จะช่วยแก้เคล็ด สะเดาะเคราะห์ หรือ ผ่อนกรรมจากหนักให้เป็นเบาได้ โดยอาจจะให้ทานแก่คนยากคนจน คนพิการ บริจาคสิ่งของเครื่องใช้แก่คนยากไร้ หรือ อาจเผยแพร่ความรู้ที่มี เป็นวิทยาทานให้กับผู้อื่นก็ได้
5. ปล่อยนกปล่อยปลา ไถ่โคกระบือ

การปล่อยนกปล่อยปลา หรือ ไถ่โคกระบือ เป็นการทำบุญอีกหนึ่งวิธี ที่ช่วยสร้างบุญกุศล เพราะได้ช่วยชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปลาบางชนิดอาจมีผลทำให้ระบบนิเวศบริเวณนั้นเสียสมดุล จึงควรศึกษาด้วยว่า ปลาเหล่านั้นเหมาะกับระบบนิเวศแบบไหน และ ควรปล่อย ณ พื้นที่บริเวณนั้นหรือไม่ โดยตามความเชื่อของคนไทย เชื่อกันว่า หากปล่อยกบ จะเป็นการอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร
6. สวดมนต์ แผ่เมตตาแก่เจ้ากรรมนายเวร
หากใครคิดว่าเคราะห์ร้ายที่กำลังประดังประเดเข้ามาในชีวิต มาจากเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ การสวดมนต์ แผ่เมตตา ก็อาจเป็นวิธีสะเดาะเคราะห์ที่ตรงจุดมากที่สุด เพราะจะได้ขออโหสิกรรมกันโดยตรง แถมยังช่วยทำให้จิตใจสงบและผ่องใส ที่สำคัญยังเป็นการปฏิบัติธรรมที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ได้เองที่บ้าน โดยที่ไม่ต้องไปบวชเพื่อสะเดาะเคราะห์ด้วย
7. ถวายน้ำมันตะเกียง
อีกหนึ่งวิธีสะเดาะเคราะห์แบบง่าย ๆ ก็คือ การถวายน้ำมันตะเกียงให้กับวัด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งถวาย หรือ เติมน้ำมันตะเกียงด้วยตัวเอง ตามจุดต่าง ๆ เชื่อกันว่าหากถวายน้ำมันตะเกียงแล้ว จะช่วยให้ดวงชะตาหลุดพ้นจากความมืดมิด มีความรุ่งโรจน์โชติช่วง เปรียบดั่งแสงสว่างของตะเกียง ที่ถ้าเราเติมน้ำมันตะเกียงอยู่ตลอดแล้ว ไฟจะยังคงส่องสว่าง ไม่มีวันดับนั่นเอง
8. ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์หรือบูชาขอพรเทพเจ้าต่าง ๆ
นอกจากแก้ซวย สะเดาะเคราะห์กันตามความเชื่อในทางพุทธศาสนาแล้ว อาจไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง รวมถึงเทพเจ้าอื่น ๆ ตามความเชื่อเพิ่มเติม เพื่อขออิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์เข้ามาคุ้มครองให้พ้นจากเคราะห์ร้ายต่าง ๆ อีกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พระแก้วมรกต หรือ เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เรียกได้ว่า เน้นเอาทั้งปริมาณและคุณภาพกันไปเลย แต่อย่าลืมละกันว่า ถ้าเกิดไปบนอะไรไว้ แล้วได้ตามที่หวัง ก็อย่าลืมไปแก้บนด้วยละกัน ไม่งั้นอาจจะซวยหนักกว่าเดิมได้
9. นอนโลงศพ

มาถึงวิธีสุดท้ายกับ การนอนโลงศพ ซึ่งกลายเป็นวิธีสะเดาะเคราะห์แบบใหม่ที่คนไทยนิยมกันมาก เพราะเชื่อกันว่า นอกจากจะแก้ซวย ยังเป็นการช่วยต่ออายุให้มีชีวิตยืนยาว และทำให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธีได้รู้จักสัจธรรมของชีวิต รู้จักปล่อยวางและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้เข้าไปในนอนโลงศพ เหมือนกับคนที่ตายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากใครไม่ชอบ ก็สามารถ ทำบุญโลงศพ อย่างการซื้อโลงศพ บริจาคให้แก่ศพอนาถาไร้ญาติแทนก็ได้ ถือว่าได้บุญใหญ่และเป็นการสะเดาะเคราะห์ได้ด้วยเช่นกัน
ที่มาของความเชื่อเรื่องสะเดาะเคราะห์ในสังคมไทย
ความเชื่อเรื่องสะเดาะเคราะห์ในประเทศไทยมีรากฐานมาจากหลายแหล่ง ได้แก่
- พุทธศาสนา แม้พระพุทธศาสนาแท้จริงจะเน้นเรื่องกรรมและการกระทำเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติของสังคมไทย ได้มีการผสมผสานพิธีกรรม เช่น การสวดมนต์ ทำบุญ ปล่อยสัตว์ หรือถวายสังฆทาน เพื่อเป็นการเสริมกำลังใจและลดความกังวลใจ
- ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แนวคิดเรื่องดวงดาว เทวดา และพิธีบวงสรวง มีอิทธิพลต่อพิธีสะเดาะเคราะห์ เช่น การบูชาพระเคราะห์ การทำพิธีตามวันเกิด
- ความเชื่อพื้นบ้าน ความเชื่อเรื่องวิญญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการบนบานศาลกล่าว ก็เป็นอีกหนึ่งรากฐานที่ทำให้พิธีสะเดาะเคราะห์แพร่หลายในชุมชนไทย
การผสมผสานของความเชื่อเหล่านี้ ทำให้สะเดาะเคราะห์กลายเป็นพิธีกรรมที่มีรูปแบบหลากหลาย และปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยค่ะ
พิธี สะเดาะเคราะห์ สืบชะตาต่ออายุ
นอกจาก 9 วิธีสะเดาะเคราะห์ ที่เรานำมาฝากแล้ว ในสายธารความเชื่อของไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคกลาง ยังมีการทำ พิธีสะเดาะเคราะห์ สืบชะตาต่ออายุ เชื่อว่าเป็นการเสริมดวงชะตา ต่ออายุชีวิต และช่วยคลี่คลายเคราะห์กรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การงาน การเงิน หรือครอบครัว เราไปดูกันเลยค่ะว่ามีวิธีประกอบพิธีอย่างไรบ้าง
สะเดาะเคราะห์ เตรียมอะไรบ้าง?
หากมีความตั้งใจจะเข้าพิธี หรือจัดพิธีสะเดาะเคราะห์สืบชะตาที่บ้าน หลายคนอาจสงสัยว่าการเตรียมตัว สะเดาะเคราะห์ เตรียมอะไรบ้าง? เพื่อให้พิธีกรรมสมบูรณ์และถูกต้องตามประเพณี โดยหลัก ๆ สิ่งที่ต้องจัดเตรียมมีดังนี้
1) ของถวายพระ จัดเตรียมสังฆทานที่ประกอบด้วยสิ่งของจำเป็น เช่น ยาสามัญประจำบ้าน ผ้าไตรจีวร และภัตตาหารคาว-หวาน
2) ด้ายสายสิญจน์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของพิธี โดยจะใช้ด้ายสายสิญจน์โยงจากพระพุทธรูป มายังพระสงฆ์ และวนมาล้อมรอบตัวผู้เข้าพิธี เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งต่อพลังงานความศักดิ์สิทธิ์และคุ้มครองป้องกันภัย
3) สะตวง (กระทงบัตรพลี) ในทางเหนือมักมีการเตรียม “สะตวง” ที่ทำจากหยวกกล้วย ภายในบรรจุข้าวปลาอาหาร ผลไม้ และรูปปั้นสัตว์ตามปีนักษัตร เพื่อใช้ในการเซ่นไหว้เทวดาและเจ้ากรรมนายเวร

ภาพสะตวง จาก Sansaidis
4) ไม้ค้ำโพธิ์ (หรือไม้ค้ำชะตา) เป็นสัญลักษณ์ของการมีผู้สนับสนุน มีคนค้ำชู ไม่ให้ชีวิตล้มลง ซึ่งเป็นกุศโลบายว่าชีวิตจะมีที่ยึดเหนี่ยวที่มั่นคง

ภาพไม้ค้ำโพธิ์ จาก แนวหน้า
5) น้ำมนต์และเทียน เตรียมเทียนสำหรับทำน้ำมนต์ เพื่อใช้ประพรมตัวหลังจบพิธี เป็นการชำระล้างสิ่งอัปมงคลให้สิ้นไป
6) การเตรียมกายและจิตใจที่สงบ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเตรียมคือ “ใจที่สะอาด” ก่อนเริ่มพิธีควรทำจิตใจให้สงบ งดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ และรักษาศีล 5 อย่างน้อย 1-3 วัน เพื่อให้ผลบุญจากการสะเดาะเคราะห์ส่งผลได้อย่างเต็มที่
การประกอบพิธี สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา
การประกอบพิธี สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามวัด หรือประเพณีท้องถิ่น แต่โดยภาพรวมแล้ว โครงสร้างของพิธีจะมีลำดับที่ใกล้เคียงกัน ขั้นตอนสำคัญมีดังนี้
1. การจัดเตรียมสถานที่และเครื่องประกอบพิธี
ขั้นตอนแรกคือการจัดตั้ง ซุ้มพิธี หรือที่ทางภาคเหนือเรียกว่า “ซุ้มสืบชะตา” โดยมักจะใช้ไม้ค้ำสามขา (ไม้ค้ำโพธิ์) มาประกอบเป็นโครงซุ้ม แล้วพันด้วยสายสิญจน์รอบบริเวณ ด้านบนซุ้มอาจมีการวางกระบอกข้าวเปลือก ข้าวสาร และมะพร้าวอ่อน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตใหม่
2. การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
เมื่อพระสงฆ์และผู้เข้าร่วมพิธีพร้อม เจ้าภาพจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และกล่าวคำสมาทานศีล 5 เพื่อเป็นการชำระล้างใจให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าสู่พิธีการสำคัญ
- ผู้เข้าร่วมพิธีจะนั่งประจำที่ของตนเอง โดยบางพิธีอาจให้ถือสายสิญจน์หรือวางสายสิญจน์คล้องรอบบริเวณพิธี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมพลังและการคุ้มครอง
- ในขั้นตอนนี้ ผู้เข้าพิธีควรตั้งจิตให้สงบ ระลึกถึงสิ่งที่ต้องการปลดปล่อยหรือแก้ไข เช่น ความกังวล ความทุกข์ หรืออุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้พิธีสะเดาะเคราะห์เกิดความหมายทางใจอย่างแท้จริง
3. การสวดเจริญพระพุทธมนต์
พระสงฆ์จะเริ่มสวดบทเจริญพระพุทธมนต์ ซึ่งอาจเป็นบทเฉพาะสำหรับพิธีสะเดาะเคราะห์หรือสืบชะตา บทสวดเหล่านี้มีความหมายเกี่ยวกับการปัดเป่าสิ่งไม่ดี เสริมสิริมงคล และอำนวยพรให้ชีวิตมีความร่มเย็นเป็นสุข
- ในขณะที่สวด ผู้เข้าร่วมพิธีจะถือด้ายสายสิญจน์ที่โยงมาจากพระพุทธรูปและบาตรน้ำมนต์ไว้ในมือ หรือพันไว้รอบศีรษะ
ในขณะที่พระสงฆ์สวด บทบารมี 30 ทัศ หรือ บทอุณหิสสวิชัย ให้ทำจิตใจให้เป็นสมาธิ นึกถึงสิ่งดี ๆ และอธิษฐานจิต ขอให้เคราะห์กรรมทั้งหลายหลุดพ้นไปพร้อมกับเสียงสวด
4. ประพรมน้ำมนต์ปัดเคราะห์ และเรียกขวัญ

ในช่วงกลางของพิธี อาจมีการนำใบมะยมหรือหญ้าคามาชุบน้ำมนต์ พระสงฆ์จะประพรมน้ำมนต์แก่ผู้เข้าพิธี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล และการเริ่มต้นใหม่อย่างบริสุทธิ์ หรือบางแห่งจะมีการใช้ผ้าขาวคลุมตัวแล้วให้พระสงฆ์สวดบังสุกุลตาย-บังสุกุลเป็น เพื่อเป็นการจำลองว่า “สิ่งเลวร้ายได้ตายไปแล้ว และเรากำลังเกิดใหม่ในร่างเดิมที่มีสิริมงคล”
5. การถวายเครื่องสืบชะตาและกรวดน้ำ
เมื่อพระสงฆ์สวดจบ เจ้าภาพจะนำของที่เตรียมไว้ เช่น สังฆทาน ผ้าไตร และปัจจัยต่างๆ ถวายแด่พระสงฆ์ จากนั้นจะ กรวดน้ำ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่เทพยดาคุ้มครองดวงชะตา บรรพบุรุษ และเจ้ากรรมนายเวร เพื่อเป็นการขอขมาและขออโหสิกรรมต่อกัน
6. การประพรมน้ำพระพุทธมนต์และการผูกข้อมือ

ขั้นตอนสุดท้าย พระสงฆ์จะประพรมน้ำมนต์ให้แก่ผู้ร่วมพิธีอีกครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจว่า ต่อจากนี้ไปชีวิตจะรุ่งเรืองและพ้นจากทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวง บางพื้นที่อาจมีการ ผูกข้อมือด้วยด้ายสายสิญจน์ เพื่อสื่อถึงการผูกดวงชะตา การคุ้มครอง และการเสริมกำลังใจให้ผู้เข้าพิธีรู้สึกอุ่นใจและมั่นคงมากขึ้น
สะเดาะเคราะห์นิยมทำในช่วงเวลาใด?
โดยทั่วไป คนมักนิยมสะเดาะเคราะห์ในช่วงเวลาที่รู้สึกว่า ดวงตก หรือชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างเช่น
- เข้าสู่ช่วง ปีชง ตามความเชื่อจีน
- ช่วงเปลี่ยนปีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย
- หลังเจ็บป่วยหนัก หรือประสบอุบัติเหตุ
- เมื่อทำธุรกิจแล้วติดขัด การเงินไม่คล่อง
- ก่อนเริ่มต้นสิ่งใหม่ เช่น งานใหม่ เปิดกิจการ แต่งงาน
ช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้หลายคนมองว่าการสะเดาะเคราะห์เป็นการ รีเซ็ตใจ และเริ่มต้นใหม่อย่างสบายใจมากขึ้นค่ะ
คนเราย่อมมีช่วงแย่ ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของตนเอง หรือว่า โชคชะตากำหนด ซึ่งถ้าหากใครมีความเชื่อเรื่องโชคลาง อยากจะสะเดาะเคราะห์ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทาง และเป็นไปในแบบที่ตนเองคาดหวัง ลองไปทำตาม 9 วิธี สะเดาะเคราะห์ ที่เรานำมาฝากดูนะคะ ไม่แน่ว่า วันพรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ หรือ เดือนนี้ คุณอาจจะโชคดีขึ้นมาบ้างก็ได้ค่ะ


